มาตรฐานไฟถนนกรมทางหลวง: สเปกสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเลือกใช้
การติดตั้งไฟถนนไม่ใช่แค่การเลือกโคมที่สว่างที่สุด แต่ต้องเป็นความสว่างที่ "ถูกที่ ถูกทาง และสม่ำเสมอ" ตามมาตรฐานกรมทางหลวง ปี 2568-2569 ซึ่งเน้นไปที่โคมไฟ LED เป็นหลัก โดยมีสเปกสำคัญดังนี้ครับ


1. ค่าความสว่างที่เหมาะสม (Illumination Level)
กรมทางหลวงกำหนดค่าความสว่างเฉลี่ยบนพื้นถนน (Average Lux) ตามประเภทของถนนและความหนาแน่นของการจราจร ดังนี้ครับ
| ประเภทถนน | พื้นที่ในเมือง (Lux) | พื้นที่นอกเมือง (Lux) |
| ทางหลวงพิเศษ (Motorway) | 21.5 | 10.75 |
| ทางแยก (Intersection) | 21.5 | 15.0 |
| ทางหลวงสายหลัก (Main Road) | 21.5 | 9.7 |
| ทางหลวงสายรอง (Secondary Road) | 13.0 | 6.5 |
หมายเหตุ: ในจุดเสี่ยง เช่น ทางกลับรถ หรือทางแยก ต้องมีความเข้มแสงสูงกว่าทางปกติเพื่อลดอุบัติเหตุ

2. การกระจายแสง (Light Distribution Pattern)
การเลือกรูปแบบการกระจายแสงให้เหมาะกับความกว้างของถนนจะช่วยลดการสูญเสียแสงและลด "มลภาวะทางแสง" (Sky Glow) ได้ครับ:
-
Type I: การกระจายแสงเป็นวงรีแคบตามแนวยาวถนน เหมาะสำหรับติดตั้งกึ่งกลางถนน หรือถนนที่แคบมาก
-
Type II: การกระจายแสงกว้างขึ้นเล็กน้อย เหมาะสำหรับถนนขนาด 2 เลน หรือทางเดินเท้า
-
Type III (นิยมที่สุด): การกระจายแสงเป็นวงกว้างและยาว เหมาะสำหรับถนนมาตรฐาน 2-4 เลน โดยติดตั้งเสาไฟไว้ที่ข้างทาง
-
Type IV & V: การกระจายแสงรอบทิศทาง มักใช้ในลานจอดรถหรือทางแยกขนาดใหญ่

3. ค่าความสม่ำเสมอของแสง (Uniformity Ratio)
นี่คือสเปกที่กรมทางหลวงให้ความสำคัญมาก เพราะหากแสงสว่างเป็นหย่อมๆ (Zebra Effect) จะทำให้ตาผู้ขับขี่ล้าและมองเห็นอุปสรรคได้ยาก
-
มาตรฐานกำหนด: อัตราส่วนความสว่างต่ำสุดต่อความสว่างเฉลี่ย (Emin/Eav) ต้องไม่น้อยกว่า 1:2.5 หรือประมาณ 0.4 ขึ้นไป เพื่อให้แสงเนียนตาตลอดเส้นทางครับ

4. สเปกตัวโคมไฟ LED (Product List)
ปัจจุบันกรมทางหลวงมีการประกาศรายชื่อผู้ผลิตที่ผ่านเกณฑ์ (Product List) โดยโคมไฟต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้:
-
ค่า CRI: ไม่น้อยกว่า 70 (เพื่อให้เห็นสีป้ายจราจรชัดเจน)
-
อายุการใช้งาน: ไม่ต่ำกว่า 50,000 ชั่วโมง
-
มาตรฐานการป้องกัน: IP65 หรือ IP66 (กันฝุ่นและกันน้ำฉีดแรงๆ ได้)
-
การควบคุมแสง: ต้องเป็นประเภท Cut-off หรือ Semi Cut-off เพื่อไม่ให้แสงส่องแยงตาผู้ขับขี่ (Glare Control)



