ทุกครั้งที่เห็นเสาไฟทางหลวงเปิดสว่างจ้าตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ หรือโคมไฟส่องทางในซอยติดค้างตลอด 24 ชั่วโมง หลายคนอาจมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นบริการสาธารณะที่รัฐจัดให้ฟรี แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนค่าพลังงานเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน หากถูกกระจายแฝงรวมอยู่ในโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่ประชาชนทุกคนจ่ายอยู่ทุกเดือน
ทิศทางการทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่มุ่งเน้นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (Cost-reflective tariff) กำลังนำไปสู่ข้อเสนอสำคัญ คือการแยกค่าไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะออกจากหมวดเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม เพื่อความโปร่งใสและสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานระดับประเทศ
1. เบื้องหลังโครงสร้างเดิม: ทำไมบิลค่าไฟบ้านต้องร่วมจ่ายค่าไฟถนน
ในโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบันของไทย ไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะได้รับการอุดหนุนในรูปแบบของการกำหนดโควตาใช้ฟรีในปริมาณจำกัดสำหรับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นตามเกณฑ์ที่การไฟฟ้ากำหนด ส่วนการใช้พลังงานส่วนที่เกินหรือต้นทุนระบบสายส่งจะถูกจัดสรรเข้าสู่ต้นทุนรวมของระบบไฟฟ้า ซึ่งส่งผ่านกลับมายังผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยและภาคธุรกิจผ่านกลไกการอุดหนุนราคาข้ามกลุ่ม (Cross-subsidization)
กลไกนี้ทำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงพื้นที่ ผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีการติดตั้งไฟทางน้อยหรือไม่มีไฟสาธารณะ กลับต้องร่วมแบกรับต้นทุนพลังงานของเทศบาลหรือเมืองใหญ่ที่มีการติดตั้งไฟส่องสว่างจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหน่วยงานผู้ดูแลไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายตามมิเตอร์จริงอย่างเข้มงวด แรงจูงใจในการปิดไฟตรงเวลาหรือการซ่อมบำรุงระบบควบคุมอัตโนมัติจึงลดลงตามไปด้วย
2. เปรียบเทียบโครงสร้างค่าไฟ: แบบเดิม vs เมื่อแยกต้นทุนไฟถนน
การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่การยกเลิกไฟส่องสว่างบนถนน แต่เป็นการปรับสมการทางบัญชีเพื่อให้ทราบว่าใครคือผู้ใช้พลังงานตัวจริง และผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบต่องบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
| มิติการเปรียบเทียบ | โครงสร้างเดิม (อุดหนุนข้ามกลุ่ม) | โครงสร้างใหม่ (แยกต้นทุนจริง) |
|---|---|---|
| แหล่งที่มาของงบค่าไฟถนน | แฝงในค่าไฟฐานและค่า Ft ของประชาชนส่วนหนึ่ง | ตัดบัญชีตรงเข้าสู่หน่วยงานท้องถิ่นหรือกรมทางหลวง |
| ผลกระทบต่อบิลค่าไฟบ้าน | ต้องแบกรับต้นทุนรวมที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน | ลดภาระแฝงในค่า Ft ลงตามสัดส่วนต้นทุนที่แยกออกไป |
| การติดตั้งมิเตอร์คุมระบบ | มีจุดต่อตรงไม่ผ่านมิเตอร์จำนวนมาก | บังคับติดตั้งมิเตอร์วัดหน่วยจริงทุกจุดจ่ายไฟ |
| แรงจูงใจลดการสูญเสียพลังงาน | ต่ำ มักพบโคมไฟเปิดทิ้งเวลากลางวัน | สูง ท้องถิ่นต้องคุมงบไม่ให้เกินโควตาประจำปี |
จากการประเมินเบื้องต้นในเชิงโครงสร้าง หากตัดส่วนอุดหนุนค่าไฟสาธารณะออกจากค่าไฟฐานได้ทั้งหมด จะช่วยให้การคำนวณค่าไฟต่อหน่วยของภาคครัวเรือนสะท้อนค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาสายส่งตามจริงมากขึ้น แม้ตัวเลขที่ลดลงต่อหน่วยอาจดูไม่สูงในระดับสตางค์ แต่เมื่อคำนวณจากยอดการใช้ไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ จะคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี
3. แรงกระเพื่อมถึงท้องถิ่น: เมื่อ อปท. ต้องจ่ายค่าไฟตามจริง
หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งเดิมเคยมีสิทธิพิเศษทางภาษีและโควตาค่าไฟฟรีบางส่วน หากนโยบายใหม่เริ่มบังคับใช้ ทุกหน่วยกิโลวัตต์-ชั่วโมงที่เปิดใช้งานจะต้องถูกบันทึกและเรียกเก็บเงินเข้ากองคลังท้องถิ่นโดยตรง
แรงกดดันด้านงบประมาณนี้จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของระบบแสงสว่างสาธารณะอย่างรวดเร็ว 3 ด้านหลัก:
- การเปลี่ยนผ่านสู่โคมไฟถนน LED เต็มรูปแบบ: โคมไฟหลอดโซเดียมแรงดันสูง (HPS) 250-400 วัตต์แบบดั้งเดิมที่กินไฟสูง จะถูกแทนที่ด้วยโคม LED สเปก 90-150 วัตต์ ซึ่งลดการใช้พลังงานได้ทันที 50-60% โดยยังคงค่าความสว่างตามมาตรฐานกรมทางหลวง
- การนำระบบ Smart Lighting และ Photocell มาควบคุม: การใช้ระบบโฟโต้สวิตช์คุณภาพสูงร่วมกับไทม์เมอร์ หรือระบบ IoT เพื่อสั่งหรี่ไฟ (Dimming) ลง 30-50% ในช่วงหลังเที่ยงคืนที่มีปริมาณจราจรเบาบาง
- การจัดทำบัญชีทรัพย์สินระบบไฟส่องสว่าง: ท้องถิ่นต้องสำรวจจำนวนเสาไฟจริง พิกัดทางภูมิศาสตร์ และตรวจวัดค่าลักซ์ (Lux) เพื่อกำจัดจุดที่มีการลักลอบพ่วงไฟหลวงไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว
4. สิ่งที่ประชาชนและชุมชนต้องจับตาเมื่อนโยบายเริ่มบังคับใช้
แม้ในทางทฤษฎี ประชาชนควรจะจ่ายค่าไฟบ้านถูกลงจากการตัดภาระแฝง แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ “ผลกระทบข้างเคียง” ที่อาจเกิดขึ้นกับความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีข้อสังเกตสำคัญที่ผู้ใช้ทางต้องร่วมตรวจสอบดังนี้
- ปัญหาไฟดับเพื่อเซฟงบประมาณ: ท้องถิ่นบางแห่งที่มีงบประมาณจำกัดอาจเลือกวิธีปิดไฟส่องสว่างบางจุดในเวลากลางคืนแทนการลงทุนเปลี่ยนหลอดประหยัดไฟ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถิติอุบัติเหตุและปัญหาอาชญากรรม
- ภาษีท้องถิ่นกับการชดเชยงบประมาณ: หากท้องถิ่นต้องแบกรับค่าไฟเพิ่มขึ้น อาจมีการปรับเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำมาชดเชยงบค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น
- ความล่าช้าในการซ่อมบำรุง: การโอนถ่ายความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายมิเตอร์อาจทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องการซ่อมแซมระหว่างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกับ อปท. ทำให้เสาไฟที่ชำรุดไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงที
การแยกต้นทุนค่าไฟถนนออกจากบิลบ้านถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปพลังงานไทยที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ทว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขค่าไฟที่ลดลงในใบเสร็จ แต่ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นสามารถจัดระบบแสงสว่างที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน Lux ตามกฎหมาย โดยไม่สร้างภาระภาษีทางอ้อมให้แก่ประชาชนได้อย่างไร



